โรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร
?
โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ
โรคทางจิตวิทยาเรียกว่า
โรคกลัวน้ำ (จิตวิทยา) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ
เรบีส์
ไวรัส
(Rabies) เป็นโรคไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของสมองในมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นอื่นๆ ทำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น คน สุนัข แมว ลิง ชะนี กระรอก ค้างคาว ฯลฯ โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะทำให้มีอาการทางประสาท
โดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลาง
และถ้าเป็นแล้วเสียชีวิตทุกราย
ในปัจจุบันยังไม่มียาอะไรที่จะรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้
อาการเริ่มต้น
มีไข้และอาการเป็นเหน็บ ณ ตำแหน่งสัมผัส
อาการเหล่านี้ตามด้วยอาการต่อไปนี้อย่างหนึ่งหรือมากกว่า
ได้แก่ การเคลื่อนไหวรุนแรง ความตื่นเต้นควบคุมไม่ได้ กลัวน้ำ
ไม่สามารถขยับร่างกายบางส่วน สับสนและไม่รู้สึกตัว เมื่อเกิดอาการแล้ว
จะลงเอยด้วยถึงแก่ชีวิตแทบทั้งสิ้น
ช่วงเวลาระหว่างการติดต่อโรคและการเริ่มแสดงอาการนั้นปกติระหว่างหนึ่งถึงสามเดือน ทว่า
ช่วงเวลานี้มีได้ตั้งแต่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์จนถึงกว่าหนึ่งปี
เวลานี้ขึ้นอยู่กับระยะทางที่ไวรัสเข้าระบบประสาทส่วนกลาง
โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากอะไร
เกิดจากลิสซาไวรัส
(lyssavirus) ได้แก่ ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (rabies virus) และลิสซาไวรัสค้างคาวออสเตรเลีย
(Australian bat lyssavirus) โรคพิษสุนัขบ้าแพร่เมื่อสัตว์ที่ติดเชื้อข่วนหรือกัดสัตว์อื่นหรือมนุษย์
น้ำลายจากสัตว์ที่ติดเชื้อยังสามารถส่งผ่านโรคพิษสุนัขบ้าได้หากสัมผัสกับตา
ปากหรือจมูก ทั่วโลก
หมาเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้ากว่า
99% ในประเทศที่หมามีโรคเป็นปกติเกิดจากหมากัด
ในทวีปอเมริกา
ค้างคาวกัดเป็นแหล่งที่พบมากที่สุดของการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าในมนุษย์
และผู้ป่วยน้อยกว่า 5% มาจากหมา สัตว์ฟันแทะติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าน้อยมาก
ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเดินทางไปสมองโดยตามประสาทส่วนปลาย
โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้หลังเริ่มแสดงอาการแล้วเท่านั้น
โรคกลัวน้ำ (hydrophobia) เป็นชื่อเดิมของโรคพิษสุนัขบ้า หมายถึง
กลุ่มอาการในระยะท้าย ๆ ของการติดเชื้อ ที่บุคคลกลืนลำบาก แสดงอาการตื่นตระหนก เมื่อเสนอของเหลวให้ดื่ม
และไม่สามารถดับความกระหายของผู้นั้นได้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดที่ติดเชื้อไวรัสนี้อาจแสดงอาการกลัวน้ำทั้งนั้น
การผลิตน้ำลายเพิ่มขึ้นมาก และความพยายามดื่ม
หรือแม้แต่เจตนาหรือการแนะนำให้ดื่ม
อาจทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในลำคอและกล่องเสียงที่เจ็บอย่างยิ่ง อาการนี้สามารถอธิบายได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าไวรัสเพิ่มจำนวนและอยู่ในต่อมน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อโดยมีความมุ่งหมายเพื่อส่งผ่านเพิ่มผ่านการกัด
ความสามารถส่งผ่านไวรัสของสัตว์ที่ติดเชื้อจะลดลงอย่างสำคัญหากสัตว์นั้นสามารถกลืนน้ำลายและน้ำได้
โรคกลัวน้ำโดยทั่วไปสัมพันธ์กับโรคพิษสุนัขบ้าดุร้าย คือกลุ่มที่1 คืออาการทางสมองอักแสบ (furious rabies) ซึ่งเกิดใน 80% ของผู้ที่ติดเชื้อ อีก 20% ที่เหลืออาจประสบโรคพิษสุนัขบ้า แบบที่2คือกลุ่มอัมพาต ซึ่งมีลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนแรง
เสียการรู้สึกและอัมพาต โรคพิษสุนัขบ้าแบบนี้ปกติไม่ทำให้เกิดความกลัวน้ำ
คนติดโรคพิษสุนัขบ้าจากทางใดได้บ้าง ?
คนเป็นโรคพิษสุนัขบ้าเนื่องจากได้รับเชื้อโรคพิษสุนัจบ้าจากสัตว์ที่เป็นโรค
คนสามารถติดโรคจากสัตว์ เหล่านี้ได้ 2 ทางคือ
1. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด
เชื้อไวรัสจากน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ถูกกัด
2. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย
โดยปกติคนถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย จะไม่ติดโรคจากสัตว์เหล่านั้น
นอกเสียจากว่าบริเวณที่ถูกเลียจะมีบาดแผลหรือรอยถลอกหรือรอยขีดข่วน
โดยคนนั้นไม่ได้สังเกต ในกรณีนี้จะทำให้สามารถเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ รวมทั้งถูกเลียที่ริมฝีปากหรือนัยน์ตา
คนที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า จะมีอาการอย่างไร ?
ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าในระยะแรกเริ่ม อาจไม่แสดงอาการใด ๆ
เนื่องจากเป็นระยะการฟักตัวของเชื้อที่มักใช้เวลาตั้งแต่ 2-12 สัปดาห์ขึ้นไป หรือบางรายอาจใช้เวลาอย่างเร็วเพียงแค่
4 วัน ซึ่งเป็นระยะที่สำคัญมาก
เพราะหากเลยช่วงนี้ไปจนเข้าช่วงแสดงอาการแล้วมักไม่สามารถรักษาได้
นำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด
ทั้งนี้บริเวณที่ถูกกัด
ยังสามารถส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนและระยะฟักตัวของเชื้อ โดยยิ่งบริเวณที่ติดเชื้ออยู่ใกล้สมองมากเท่าไหร่
เชื้อก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนและฟักตัวได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น เช่น
การถูกกัดบริเวณใบหน้าจะเกิดการแพร่กระจายของเชื้อเร็วกว่าการถูกกัดที่บริเวณ ขา ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่อวัยวะอื่น ๆ
ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้รอยกัดขนาดใหญ่ที่มีเลือดออกก็จะส่งผลต่อการแพร่กระจายของเชื้อมากกว่ารอยข่วนขนาดเล็ก
อาการทางสมองอักแสบ (furious rabies)
ในระยะ 2-3 วันแรก อาจมีไข้ต่ำ ๆ
ต่อไปจะมีอาการเจ็บคอ
เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
กลืนลำบาก แม้จะเป็นของเหลวหรือน้ำ เจ็บมากเวลากลืน
เพราะการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน แต่ยังมีสติพูดจารู้เรื่อง
คันหรือปวดแสบปวดร้อนตรงบริเวณแผลที่ถูกกัด
ทั้ง ๆ ที่แผลอาจหายเป็นปกติแล้ว สมองอักเสบ ต่อไปจะมีอาการตื่นเต้นง่าย
กระสับกระส่าย ทำให้เกิดประสาทหลอน มีอาการสับสน หวาดระแวง คุ้มคลั่ง ต่อไปจะเอะอะมากขึ้น กระสับกระส่าย
ไม่ชอบแสงสว่าง ไม่ชอบลม และไม่ชอบเสียงดัง และสุดท้ายอาจมีอาการชัก โคม่าได้
มีการหลั่งน้ำลายและเหงื่อมากกว่าปกติ
กลุ่มอาการแบบอัมพาต พบในผู้ป่วยประมาณ 20
เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เวลาแสดงอาการยาวนาน กว่าชนิดสมองอักเสบ
และจะส่งผลให้กล้ามเนื้อของผู้ป่วยค่อย ๆ อ่อนแรงลงและเป็นอัมพาต เนื่องจากส่วนที่สำคัญของสมองถูกทำลายไปหมด นำไปสู่อาการโคม่าและเสียชีวิตได้ในที่สุด
ภาวะแทรกซ้อนของโรคพิษสุนัขบ้า
ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่มักเสียชีวิตลงภายใน
2
สัปดาห์หลังจากเกิดอาการโคม่า โดยสาเหตุมักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ได้แก่
การขาดอากาศหายใจหรือภาวะหยุดหายใจจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว อาการชักในผู้ป่วยกลุ่มสมองอักเสบ
หรือกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาตในผู้ป่วยกลุ่มอาการแบบอัมพาต
นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
ของโรคที่อาจพบได้ เช่น ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น
การวินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้า
การวินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้า อาจทำได้ยาก เนื่องจากผู้ป่วยระยะแรกจะอาการคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ
หรือเหมือนการมีบุคลิกก้าวร้าวโดยทั่วไป วิธีที่ให้ผลแม่นยำสามารถอ้างอิงได้ในการวินิจฉัยโรคนี้
ต้องทำโดยการตรวจหาแอนติบอดีด้วยสารเรืองแสง (FAT) ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก
เชื้อพิษสุนัขบ้าสามารถตรวจได้ทั้งในคนและสัตว์
สัตวแพทย์จะตรวจดูว่าในสมองของสัตว์มีลักษณะที่แสดงถึงผลกระทบจากการติดเชื้อหรือไม่
หากไม่พบว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า
ผู้ป่วยที่ถูกกัดก็จะไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันหรือรับการรักษา
ทั้งนี้การติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในคน จะสามารถวินิจฉัยได้ก็ต่อเมื่อมีอาการบ่งบอกแล้วเท่านั้น
ทำได้โดยการตรวจน้ำลาย
เก็บตัวอย่างเลือด ตรวจของเหลวจากไขกระดูกสันหลัง
รวมถึงตัวอย่างผิวหนังแล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ส่วนผู้ป่วยที่ถูกสัตว์กัดและแพทย์ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าสัตว์ดังกล่าวมีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่
จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
การป้องกัน
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ดีที่สุดคือ ระวังอย่าให้ถูกสุนัขกัดหรือแมวกัด
เพราะการติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะมาจากน้ำลายสัตว์ที่เป็นโรคอยู่แล้ว ที่สำคัญที่สุด คือ การเสริมภูมิคุ้มกันในสุนัข(ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า)
ซึ่งเป็นสัตว์นำโรคหลัก รวมทั้ง การควบคุมจำนวนประชากรสุนัข
ฉีดวัคซีนป้องกันเมื่อต้องเดินทางไปในที่ที่มีความเสี่ยง
หรือต้องทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ รวมถึงการทำงานกับเชื้อไวรัสเรบีส์
ต้นเหตุโรคพิษสุนัขบ้าในห้องปฏิบัติการ
หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์เมื่อเดินทางไปในที่ที่มีการแพร่ระบาด
สอนให้ลูกรู้ถึงอันตรายจากการสัมผัสหรือการสัมผัสน้ำลายของสัตว์
และคอยระมัดระวังตนเอง
เมื่อพบว่าลูกหลานเกิดแผลตามตัว
ควรไต่ถามถึงที่มาว่าเกิดจากสัตว์หรือมีการสัมผัสกับน้ำลายสัตว์หรือไม่
เพื่อให้สามารถป้องกันได้อย่างทันท่วงที
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยง
เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสัตว์ตัวอื่นและแพร่มายังเจ้าของ
คอยเฝ้าดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้คลาดสายตา
เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสัตว์อื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเลี้ยงสัตว์เล็กอย่างกระต่าย
หรือตระกูลหนูทั้งหลายที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้
แจ้งเทศกิจเมื่อพบเจอสัตว์เร่ร่อน
ป้องกันไม่ให้ค้างคาว
พาหะหนึ่งของโรคพิษสุนัขบ้ามาอาศัยอยู่ตามบริเวณบ้าน
ข้อควรปฏิบัติภายหลังจากถูกสุนัขบ้าหรือสัตว์ที่สงสัยว่าบ้ากัด
1.
ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาด ฟอกด้วยสบู่ 2-3 ครั้ง แล้วทาแผลด้วยน้ำยาพิวิดีน
(เบตาดีน) หรือแอลกอฮอล์ หรือทิงเจอร์ ไอโอดีน แล้วรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที
2.
ถ้าสุนัขตายให้นำซากมาตรวจ ถ้าหากสุนัขไม่ตายให้ขังไว้ดูอาการ 10 วัน
ขณะเดียวกันให้รีบไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
ส่วนการรักษาทางสมุนไพรหรือแพทย์แผนโบราณไม่สามารถป้องกันโรคได้
ไม่ควรรอดูอาการสุนัข เพราะอาจสายเกินไปที่จะฉีดวัคซีน
3.
ในกรณีที่ติดตามสัตว์ที่กัดไม่ได้ เช่น เป็นสัตว์ป่า สัตว์จรจัด
สัตว์กัดแล้วหนีไป หรือจำสัตว์ที่กัดไม่ได้ จำเป็นต้องรับการฉีดวัคซีน
4.
ผู้ที่ต้องมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคือ มีบาดแผล
ไม่ว่าจะเป็นรอยช้ำเขียวหรือมีเลือดไหล แผลถลอกหรือแผลลึก
รวมทั้งผู้ที่ถูกสุนัขเลียที่นัยน์ตา ริมฝีปาก และผิวหนังที่มีแผลถลอก
ส่วนในกรณีที่ถูกเลียผิวหนังที่ไม่มีแผลหรือเพียงแต่อุ้มสุนัขไม่สามารถจะติดโรคได้
วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
เนื่องจากในปัจจุบันเราใช้วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าชนิดที่ทำจากเซลล์เพาะเลี้ยง (ฉีด 5 ครั้งเท่านั้น)
เพราะมีประสิทธิภาพสูง ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ต่อระบบประสาท และควรฉีดเซรุ่มร่วมด้วย
ถ้าบาดแผลมีเลือดออก ถูกเลียที่ริมฝีปาก น้ำลายกระเด็นเข้าตา
สถานเสาวภาใช้โปรแกรมการฉีดวัคซีน
2 แบบคือ แบบปกติฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และแบบประหยัดฉีดเข้าชั้นผิวหนัง
แต่ละแบบจะได้รับการฉีดวัคซีนทั้งหมด 5 ครั้ง
เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นอย่างไร
?
เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเซรุ่มส่วนของน้ำใสของเลือดที่ได้จากบ้าหรือคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า
ในเซรุ่มจะมีโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าในปริมาณที่มาก
เซรุ่มจะไปทำลายเชื้อไวรัสในร่างกายของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัด โดยการฉีดรอบ ๆ
แผลก่อนที่จะก่อโรค และก่อนที่ภูมิต้านทานของร่างกายจะสร้างขึ้น ด้วยเหตุนี้การให้เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าร่วมกับการฉีดวัคซีนเข็มแรก
จึงเป็นวิธีที่จะป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ผลดีที่สุด
แต่เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า มีราคาแพงมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำมาจากเลือดคน
ดังนั้นสถานเสาวภาจึงได้ดำเนินการผลิตเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจากเลือดม้า และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
สภากาชาดไทย ได้ผลิตเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจากเลือดคน เพื่อใช้เองภายในประเทศ โดยขอรับบริจาคโลหิตจากคนที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครบแล้ว
และต้องการเข้าโครงการเพื่อทำบุญ กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
สภากาชาดไทย ทุกวันเวลาราชการ
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบป้องกันล่วงหน้า
สามารถฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า
เป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า โดยการฉีดเพียง 3 เข็ม
ภายในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ไม่จำกัดอายุ
โดยเฉพาะเด็กที่มักเล่นกับสัตว์และมีโอกาสถูกสัตว์กัด
มักมีบาดแผลที่รุนแรง บริเวณใบหน้า ศีรษะ หรือถูกเลียมือที่มีแผลหรือที่ปาก
โดยไม่บอกให้ผู้ปกครองทราบ หรือควรฉีดป้องกันในบุคคลทั่วไปที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
เช่น สุนัข แมว เป็นต้น
ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า
1. เมื่อถูกสัตว์กัด
การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 1-2 เข็ม
ร่างกายก็จะได้ภูมิต้านทานที่สูงพอจะป้องกันโรคอย่างได้ผล
2. ไม่เสี่ยงต่อการแพ้เซรุ่ม หรือเจ็บปวดจากการฉีดเซรุ่มรอบ
ๆ แผล
สัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะมีอาการอย่างไร
?
พบได้ 2 แบบคือ
1. แบบดุร้าย
มีอาการหงุดหงิด ไล่กัดคนและสัตว์อื่น ๆ ถ้าผูกโซ่หรือกักขังไว้ในกรง จะกัดโซ่
กรง หรือสิ่งของที่อยู่ใกล้อย่างดุร้าย บางครั้งสุนัขจะกัดจนฟันหักหรือลิ้นเป็นแผล
มีเลือดออก เมื่อแสดงอาการดุร้ายได้ 2-3 วัน ก็จะอ่อนเพลียลง ขาหลังไม่มีแรง
เดินโซเซ และตายในที่สุด
2. แบบเซื่องซึม
มีอาการปากอ้าหุบไม่ได้ ลิ้นมีสีแดงคล้ำ
บางครั้งมีสิ่งสกปรกติดอยู่และลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีอาการคล้ายกระดูกติดคอ โดยเจ้าของมักจะเอามือล้วงแต่ไม่พบกระดูก
สุนัขจะเอาขาหน้าตะกุยบริเวณแก้มปากและคอบวม สุนัขจะลุกนั่ง ยืน และเดินไปมาบ่อย
ๆ กินของแปลก ๆ เช่น ใบไม้ ก้อนหิน หรือบางตัวจะกินปัสสาวะของตัวเอง ไม่กัด
ถ้าไม่ถูกรบกวน สุนัขแบบหลังนี้จะสังเกตอาการยากมาก ดังนั้น หากสุนัขตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
ควรตัดหัวไปพิสูจน์ก่อน
.
ขอบคุณแหล่งข้อมูล
เครดิตส https://th.wikipedia.org
|